Dogs

Love is all-round

Love is all-round
ความรักอยู่รอบๆตัวเรา

วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ไปลั้นลาปาร์ตี้ที่ศรีราชา และไปกางเต้นท์ต่อที่ อช,ทับลาน ปราจีนบุรี

ทริปนี้เราต้องออกเดินทางในช่วงเวลากลางคืน  เพราะมีนัดปาร์ตี้กันที่ แหลมฉบังศรีราชา
เลิกงานปุ๊บ  ก็ล้อหมุนกันเลย  แต่รถตอนเย็นวันศุกร์เนี่ย  รถบนถนนสายบางนานี่
มันช่างเยอะจริงๆ  คอนเฟริม์คะ



มีรถติดนิดหน่อยแถวหน้าอมตะนคร  ส่วนใหญ่เป็นรถบัสใหญ่ที่เข้ามารับ-ส่งพนักงานในนิคม
ขับไม่นานก็มาถึงร้านอาหารชื่อ "สถานีแซบ" เป็นร้านอาหารออกแนวอีสานรสจัดจ้าน




บรรยากาศในร้านเย็นสบาย  นั่งกันชิวๆๆ จนน้องเค้าต้องมาบอกว่าครัวจะปิดแล้ว
ก็เลยต้องวงแตกในบัดดล อิอิ



คืนนั้นเรามานอนกันที่โรงแรม Laemchabang City Hotel คืนละ 700 บาท มัดจำกุญแจ 200 บาท/ห้อง เรานอนโซนเปิดใหม่  ใหม่ขนาดได้กลิ่นสีนิดๆเลย  ของอื่นๆด้านในห้องใหม่เอี่ยมทุกอย่าง



โรงแรมนี้ตั้งอยู่ด้านหลังอาคารทะเลทอง ศรีราชา  อยู่ใกล้กับตลาดสด
พวกเราก็หาซื้อกุ้ง หอย ปู ปลา ไปทำกินคืนนี้จากที่นี่แหละ


ห้องพักพร้อมอาหารเช้า มีให้เลือกระหว่าง ข้าวต้ม หรือ กะเพราราดข้าว
เครื่องดื่มก็เป็นน้ำเปล่า  หรือกาแฟ



































กะเพราราดข้าว (ไม่มีไข่ดาวนะ)



นี่ก็ข้าวต้มหมู


บ๊าย บาย ศรีราชา  เราจะไปกางเต้นท์ที่ อช.ทับลาน ปราจีนฯต่อนะ


ขับจากศรีราชา  ใช้เส้นบายพาสต่อด้วยเส้น 304 มุ่งหน้าสู่จุดหมายต่อไป




































เข้าสู่ถนนที่จะไปวังน้ำเีขียว เราจะพบต้นไม้ขนาดใหญ่ๆๆๆ มาก
น่าจะมีอายุหลายสิบปีอยู่บริเวณริมถนนที่เราขับผ่าน
เห็นแล้วรู้ดีดี บอกไม่ถูก บางทีต้นไม้บางต้นอาจจะอายุมากกว่าเราซะอีก
แต่มนุษย์สามารถโค่นต้นไม้ได้ในไม่กี่นาที





































แอบถ่ายรูปกันตลอด  บ้ากล้องอะนะ
ดีนะที่เป็นดิจิตอลแล้ว  เป็นกล้องฟิลม์อาจจ่ายค่าล้างรูปหมดตัวได้


ป้ายบอกทางที่ต้องใช้สมาธิและเวลาดูมาก กว่าป้ายอื่นๆ





































บรรยากาศก่อนถึงอุทยาน  เป็นบึงน้ำขนาดใหญ่


หญ้าเดือนนี้ดูแล้วช่างแห้งแล้งเหลือเกิน  ผิดกับเมื่อครั้งที่มาต้นเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว
หญ้าเขียวปึดๆๆเลย




































ต้นไม้ต้นเดียวที่ตั้งสูงเด่นอยู่กลางลานกางเต้นท์




































ป้ายห้ามรถเข้าบริเวณลานกางเต้นท์ติดอยู่ด้านหน้าทางเข้าให้เห็นกันจะๆเลย
แต่เหมือนอ่านหนังสือกันไม่ออก  ดูเองละกันเน้อ....  ยิ่งดึกยิ่งเยอะ
แน่นจนเหลือแต่ทางเดิน


พระอาทิตย์ใกล้จะตกแล้ว  พ่อแม่ก็จูงลูกมาดู  น่ารักดีดูแล้วก็ต้องอมยิ้ม




































ผู้คนมากมายชุมนุมกันเพื่อตั้งตาดูภาพพระอาทิตย์ตกดิน   ผลัดกันถ่ายรูปให้กันและกัน
บรรยากาศอลม่านเพราะพระอาทิตย์ตกดินใช้เวลาไม่เกิน 5 นาทีเท่านั้น


และแล้วพระอาทิตย์ก็ค่อยๆหายไป




































17.2'c เป็นอุณหภูมิที่วัดได้ช่วง 3 ทุ่มกว่าๆเมื่อคืนที่ผ่านมา
ต้องผิงไฟปิ้งหน้าทีหลังทีกันเลย  ลมพัดมาแต่ละทีแทบขาดใจ
ต้องปิดกันแทบจะทุกส่วนของร่างกายกันเชียว


เจ้าหมีน้อยที่นายพรานใจร้ายยิงแม่มันตาย  เจ้าหน้าที่เค้า้ต้องเลี้ยงเจ้านี่แทนแม่ของมัน
ดูมันขี้หงุดหงิดอยู่เหมือนกัน  อาจจะเป็นเพราะกรงขนาดเล็ก  มีต้นไม้แค่ต้นเดียวใบก็ไม่มี
เพราะเจ้านี่กินหมด  พื้นกรงเป็นพื้นปูนซีเมนต์น้ำขังเป็นหย่อม  บ่อน้ำดื่มก็สกปรกมีแมลงวัน
เยอะมาก  ใครอยากเห็นภาพหลังไมค์มานะคะ อิอิ

ถึงแม้จะถูกคนเลี้ยงโตขึ้นมา  แต่สัญชาติญาณสัตว์ป่าก็ยังคงอยู่ในตัวของมัน
สายตาดุร้าย  ชอบตะปบ กระโจนใ่ส่เรา  แล้วมันไม่ชอบถ่ายรูปโดนเฉพาะคนที่ใช้แฟลช
มันจะเบนหน้าหนีทันทีเลย


โชคดีจัง  ไปเจอเทศกาล เบญจมาศบาน ในม่านหมอก  ครั้งที่9 ประจำปี 2554




































ดอกเบญจมาศหลากหลายสายพันธุ์  มีทั้งบานทั้งตูมคละๆกันไป
บอกไม่ถูกเลยว่ามีความสุขแค่ไหน  ดอกไม้กับผู้หญิงมันของคู่กันอะนะ



เบญจมาศสีสดๆๆ ดอกโตๆๆ




































ดอกนี้สีหว๊านหวานมั๊กมาก




































ดอกนี้เข้มขึ้นมากอีกนิด  แต่ไม่แจ๊สซะทีเดียว




































ภาพกว้างๆๆ จะเห็นมีคนจำนวนมากมาชื่นชมกับความตั้งใจของคนจัดงานนี้
อ้อ! ไม่มีค่าใช้จ่ายใดใดในการชมนะคะ 



สีสันสวยโดนใจจริงๆเลย


ไม่ใช่ว่าจะมีแค่ดอกเบญจมาศนะ  เค้ายังมีปลูกพืชผักสวนครัวอีกหลายๆอย่าง
เช่น ดอกบ็อคคอลี่ ผักฮ่องเต้ บวบ ฟัก ผักกวางตุ้ง ผักคะน้า ผักบ๊อคฉ่อย ฟักทองก็มี ฯลฯ


ฟักทองสวยๆ


เบบี้แครอท น่ากิ๊น น่ากิน



วอเตอร์เครสก็มี (ซื้อมาด้วย)



มะเขือเทศราชินี สีแดงสดใส น่ากินอีกแล้ว



กล่ำปลีที่นี่รูปร่างไม่กลมเหมือนที่ขายในตลาด  จะออกรูปร่างรีๆ เสียมากกว่า



ดอกหญ้ายังสวยเลย ดูดิ




































เค้ามีขายเห็ดสด  หรือจะให้ย่างเลยก็ได้



น่ากินมั้ยคะ



มันเผาร้อนๆ กินตอนอากาศหนาวๆแบบนี้ เข้ากันจริงๆเชียว





































รู้จักมั้ยว่านี่อาราย  เค้าเรียกว่า "เหล้าอุ"  ก่อนกินต้องเติมน้ำเปล่าก่อน  ข้างในมีแผ่นยาอยู่
คนขายเล่าให้ฟังว่า บางคนไม่รู้เอาหลอดเจาะแล้วก็ดูดเลย  พอไม่มีน้ำก็ด่าคนขาย


 อาหารเที่ยงก่อนเข้ากลับกรุงฯ  เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวในตลาด (รสชาดไม่ค่อยโดนสักเท่าไหร่)


อันนี้ไม่ใช่เจ้าของร้านนะ  พี่ๆในกลุ่มเราเองอะ  เนียนเชียว..


เหลือบไปเห็นแม่ค้ากำลังขายขนมฝักบัวอยู่  ดูเป็นขนมที่ทำง่ายๆ แต่หากินได้ยากแล้วหละ




































หมูแดดเดียวก็มี  ตากแดดกันให้เห็นๆ ชัดๆ กันไปเลย




































ผ่านนครนายก  เห็นมะยงชิดลูกเท่าไข่ไก่  ราคาเท่าไข่ห่าน (โลละ300 กว่าๆๆ)




































อันนี้มะปรางคะ  ลูกจะเล็กกว่ามะยงชิดนิดหน่อย




































พุทรานมสดก็มี แต่ไม่ฮิตเท่ามะปรางกับมะยงชิด


กลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพทุกคน  สนุกจริงๆเชียว  เมืองไทย ไม่ไปไม่รู้คะ


โดย สาวน้อยตะลอนทัวร์

วันพุธที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2554

ทุ่งทานตะวัน ที่สระบุรี 9 มค 2554

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่มีโอกาสมาเที่ยวทุ่งดอกทานตะวัน  แต่ครั้งนี้เราไม่ได้ไปที่ลพบุรี
ซึ่งจังหวัดแรกๆที่โปรโมทเรื่องนี้  แต่หลังๆมา จ.สระบุรี เค้ามาแรงแซงโค้ง
ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก
อาจเป็นเพราะอยู่ใกล้ๆ กับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมหลายๆที่
อย่างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ หรือจะขับเลยไปทาง ฟาร์มโชคชัยก็ยังได้ ฯลฯ


ช่วงฤดูชมดอกทานตะวันจะอยู่ประมาณปลายๆปี (พฤศจิกายน-ธันวาคม)
แต่เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาสระบุรีทั้งปี ดังนั้นชาวสระบุรีจึงกะเวลาปลูกให้ดอกทานตะวันออก
ดอกได้ทั้งปี  อาจจะมากน้อยแตกต่างไปตามฤดูกาลอีกที 


ขับไปที่ไหนๆ ก็เห็นดอกทานตะวันในทุกๆ ที
บางบ้านก็ปลูกไว้หน้าบ้านเป็นมุมเล็กๆ สดชื่นดี



ถ้าไม่ใส่หมวก  ก็จะตาหยี
แต่ใส่หมวกแล้วแดดบังหน้า 
ชอบแบบไหน ก็เลือกเอาเลยคะ




































สีเขียวๆ เหลืองๆ ทำให้รู้สึกสดชื่นดีจัง
เห็นแดดแรงๆแบบนี้  แต่มีลมพัดมาเย็นสบายตลอดช่วงเช้าเชียว
(ไม่ร้อนมากนัก)





































รูปนี้ถ่ายออกมาสวยดี
แต่ลูกชายต้องเจ็บตัว เพราะระยะรับมันสั้น
ทำให้ลูกกระแทกอก  เจ็บทั้งคู่




































ระหว่างทางแวะปั๊มน้ำมัน  เห็นแม่ไก่กำลังอบรมลูกๆหละมั้ง 55
นับลูกได้ 9 ตัว อีกตัวหลบใต้ใบไม้ เขยิบไปอีกนิด
ดูให้ดีจะเห็นว่าแม่ไก่มันกำลังดูว่าเราจะเข้าไปใกล้กว่านี้มั้ย



พอเราใกล้อีกนิด  มันก็พาลูกๆ โกยแนบเลย...



ถัดไปอีกนิด (อยู่ในปั๊มเดิมนั่นแหละ) มาดูพี่อัคนีกันดีกว่า 
กำลังเลี้ยงวัวอยู่พอดีเชียว  แต่สิทธิ์ส่วนบุคคลเราจึงไม่สามารถเปิดเผย
ใบหน้าที่แท้จริงของเค้าได้ อิอิ (เรื่องมันบังเอิญคะ)


จากสระบุรี ไปเพชรบูรณ์ก็เป็นทางสบายๆคะ
อาจมีขึ้นเขาลงเขาบ้าง  แต่ซำบายมากๆ เลย



พอใกล้เที่ยงท้องเริ่มหิว  ขับรถไปเรื่อยเปื่อย ถึงเพชรบูรณ์ โน่นเชียว
แวะทานข้าวเที่ยงร้านดังของที่นี่   (มาทีไร ก็มาร้านนี้ทุกทีเลย)

ส้มตำของโปรด ขาดไม่ได้เลย


ข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆๆ หอมกลิ่นใบตองมากๆๆ เลย



น้ำตกหมู ฉึก ฉึก



ไก่ย่างวิเชียรบุรี ตัวละ 150 บาท ( ตัวเล็กเหมือนลูกไก่เลย) 
เนื้อก็ไม่ค่อยมี  คิดดูละกันว่าสั่งมา 1 ตัว ไม่พอกินกันอะ



แต่ตินิดเดียว  เปรี้ยวนำเกือบทุกจานเลย
ส้มตำก็เปรี้ยว (ปริ๊ด) น้ำตกหมูก็เปรี้ยว, ยำคอหมูย่างก็เปรี้ยว ,
มีต้มแซบนี่แหละรสกลมกล่อม อ้อ! ข้าวเหนี่ยวก็ไม่เปรี้ยว



ถามเด็กในร้านว่านี่ใบอะไร  เค้าเอามาให้เป็นผักเคียงอะ
น้องคนนึงบอกว่าใบกวางตุ้ง น่าจะไม่ใช่นะ
จนมีพี่ผู้หญิงขายล็อตตารี่เดินมาบอกว่าเค้าเรียกว่า ผักติ้ว นะ
เป็นผักพื้นเมือง รสมันๆ 


นั่งกินไปเรื่อยๆ ก็จะมีคนมาขายข้าวหลามกระบอกเล็กๆ 6 กระบอก 50 บาท (ซื้อไป 1 ชุด)
แล้วก็พ่อค้าแม่ค้าล็อตตารี่อีกประมาณ 5-6 คน เดินมาถามเรา
สุดท้ายช่วยพี่ๆ เค้าไป 2 ใบ 16 ม.ค. นี้รู้กัน


กินเสร็จก็ขับรถกลับ  แล้วก็แวะอุดหนุน (กระจายรายได้) ตลอดทางเลย
พอเข้าสระบุรีเราก็ใช้เส้น บายพาส ตัดใหม่มาออกตรงวัดพระพุทธฉาย
มีร้านก๋วยเตี๋ยวชื่อ "ก๋วยเตี๋ยวตำลึง" อร่อยดีคะ 
มีก๋วยเตี๋ยวหลากหลายให้เลือกชิมกันเชียว 



กลับถึงบ้านประมาณ 6 โมงเย็นโดยสวัสดิภาพ  และความสุขที่โกยมาเพียบเลย


กลับบ้านเวลาโพล้เพล้  น่ากลัวจัง